Age of game
สุดยอดเทคโนโลยีของเด็กบ้านนอก
ย้อนหลังไป 20 กว่าปี ผมเป็นเด็กบ้านนอกในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ที่นี่ไม่ต้องพูดถึงว่ามีเทคโนโลยีหรือแสงสีใดๆ
เหมือนอย่างในตัวเมือง แค่ให้มีโทรทัศน์ก็ถือว่าบ้านนั้นไฮโซมากแล้ว
หมู่บ้านผมมีแหล่งชุมนุมของเด็กๆ อยู่ไม่กี่ที่ ที่หนึ่งคือร้านขายของที่เปิดโทรทัศน์ไว้หน้าร้าน อาศัยให้เด็กๆ
ได้ดูการ์ตูนหลังข่าวช่อง 7 อีกที่ก็เป็นลานกีฬาในหมู่บ้าน เตะบอลกันทีฝุ่นตลบหัวแดงกันไป
จากนั้นมีครอบครัวหนึ่งย้ายเข้ามาใหม่ในหมู่บ้าน โดยมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่เด็กในหมู่บ้านผมไม่เคยเห็นมาก่อน
พวกเราตื่นตาตื่นใจอย่างมาก สิ่งนั้นเค้าเรียกกันว่าเกมกด! และบ้านหลังนี้เปิดให้บริการเล่นเกม ซึ่งเปรียบเสมือนร้านเกมในสมัยนี้
และตั้งแต่วันนั้นบ้านหลังนั้นก็กลายเป็นที่ชุมนุมของเด็กๆ ในหมู่บ้านทันที
สมัยนั้นเราเรียกว่าเกมกดตู้ ตัวเกมมีปุ่มซ้ายขวา 2 ด้าน มีหน้าจอฟิล์มอยู่ตรงกลาง ตัวละครเป็นดิจิตอล
ครอบครัวนั้นหรือน้าเชษฐ์หัวหน้าครอบครัว จะเอาเครื่องเกมนี้เชื่อมต่อกับวงจรไฟฟ้าติดกับลังไม้ แล้วทำเป็นหยอดเหรียญ
อัตราการค่าบริการ คือ 2 บาทต่อ Game Over
ใครกากตายไว เลเวล 2 ก็น้ำตาร่วง ใครเทพตายช้า บางทีเล่นเกือบครึ่งชั่วโมง
เกมกดตู้มีหลายเครื่อง นับได้ประมาณ 10 แบบ มีทั้งยาน รถถัง หมา เรือดำน้ำ ฯลฯ
ซึ่งเกมที่ผมชอบที่สุดชื่อว่า Western Bar หรือเรียกติดปากว่าเกมคาบอย ฟังดูเท่ห์ ว่าเราต้องลุยกับพวกอันธพาลใช่ไหม
เปล่าเลย!
เกมนี้เราเป็นคาบอยสุดแมนเข้าไปยิงแก้วเบียร์ชาวบ้านในบาร์ให้แตกกระจาย
โดยคนในร้านนั้นจะรำคาญ ขว้างปาสิ่งของใส่โดยเราต้องหลบให้ทัน เนื้อหาแมนสุดๆ
ไม่รู้จะไปยิงแก้วเขาทำไม เขาทำอะไรให้ พิสูจน์อะไรเหรอ
แต่รู้อย่างเดียวว่ามันส์สะใจสุดๆ
“เกมนี้มีคนต่อคิวมาก เป็นดั่ง Counter-Strike ในยุคนั้นเลยทีเดียว”
2 บาทต่อเกม ไม่แพงเลย แต่ผมได้วันละ 3 บาทต่อวัน แป่ว! ดังนั้นวันนึงผมจะเล่นได้แค่เกมเดียว ครั้งเดียว
การตัดสินใจในการเล่นครั้งนึงจะต้องปราณีตที่สุด สติสัมปะชัญญะดีที่สุด
ร่างกายสมบูรณ์พร้อมและเลือกเกมที่ตนเองคิดว่าถนัดที่สุด
ส่วนเพื่อนคนอื่นๆ ก็มีสภาพไม่ต่างกัน
คนที่รวยที่สุดในกลุ่มยังได้แค่ 5 บาท
ก่อนเข้าร้านแก็งค์เราจะมีการวอร์มร่างกายกันก่อน
การวอร์มร่างกายเพื่อให้เล่นเกมได้คล่องขึ้นของเด็กสมัยนั้นจะเป็นที่น่าสังเวชของคนที่พบเห็น
เราใช้หลักการกายวิภาคศาสตร์ บวกไสยศาสตร์ของเด็กบ้านนอกมาใช้ นั่นก็คือ
หักนิ้วให้ดังกร๊อบแกร๊บ (ยังเป็นวิทยาศาสตร์อยู่)
สะบัดมือแรงๆ (ก็ยังเป็นวิทยาศาสตร์)
จุดไม้ขีดเผากระดาษหนังสือพิมพ์ แล้วเอามือผ่านไปมาเร็วๆ (ชักหลุด แต่ยังอยู่ในหลักการถือว่าทำให้เลือดลมเดินดี)
จากนั้นยกมือพนมท่องคำว่า “จะเด็ด” 3 ครั้ง แล้วเอาน้ำลายถ่มนิ้วตัวเอง (ไสยศาสตร์ชัดเจน)
เท่านั้นเราจะมีความมั่นใจพร้อมออกรบ โดยมี 2 บาทเป็นเดิมพัน
(จะเด็ดคือตัวเอกในผู้ชนะสิบทิศ การท่องคำว่าจะเด็ด 3 ครั้งเชื่อกันว่าจะทำให้ตัวเองชนะไปถึงเลเวลสิบ
ส่วนการถ่มน้ำลายนั้นเป็นการเพิ่มความขลังเท่านั้น ไม่มีเหตุผลอื่น)
แต่ไม่ว่าเราจะรู้สึกมีความพร้อมเช่นไร เมื่อเข้าไปแล้ว ความกดดันจะทะลุขึ้นสมองทันที ความพร้อม
ความมั่นใจที่เตรียมมาจะสูญหายไปทุกครั้ง และสิ่งที่พวกเราทำได้ตอนนี้ก็คือ แยกย้ายกันไปนั่งดูเด็กกลุ่มอื่นเล่น
ซึ่งจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3-5 ชั่วโมง
ในการฝึกสายตา และบิ้วอารมณ์เพื่อเรียกความมั่นใจคืนมา
การนั่งดูคนอื่นเล่น มักเสี่ยงต่อการโดนตบกะโหลกในบางครั้ง
ถ้าคนเล่นอ่อนกว่าผมจะแปลงร่างเป็นเทพทันที
ทำหน้าที่ตะโกนสั่งทุกอย่างที่เห็น..และไม่เห็น
“เฮ้ยๆ เก็บอันนี้เร็วๆ”
“gu บอกให้ไปทางนี้ เอ๊ะยังๆๆ”
“โอ๊ย เดี๋ยว gu เล่นให้เอาไหม”
และในบางครั้งจะมีเสียง “โบล๊ะ!~” ตามด้วยเสียงน้าเชษฐ์
“มุงนี่อีกแล้ว ไม่ต้องไปยุ่งกับเค้า เดี๋ยวไล่ออกจากร้านเลย”
“เฮ้ย! Gu หยอดเหรียญแล้ว” จิ๊กเพื่อนในแก็งค์ตะโกนบอกแข่งเสียงเกมที่ดังก้องในร้าน
พวกเราละสายตาจากที่กำลังดูกันอยู่ วิ่งไปรวมตัวกันที่จิ๊กทันที
ซึ่งจะเป็นแบบนี้ทุกครั้งที่เพื่อนในกลุ่มของเราสักคน
ตัดสินใจหาญกล้าหยอดเหรียญเล่น
ทุกคนในแก็งค์ร่วม 6 คน นั่งมั่ง ยืนมั่ง ล้อมจิ๊กที่หยอดเหรียญไปที่เกมๆ หนึ่ง
ซึ่งเป็นเกมเฮลิค้อปเตอร์ ไปหย่อนระเบิดโรงถังน้ำมันทั้ง 4 โรง
โดยจะมีเครื่องบินออกมาจากด้านขวาเป็นระยะๆ ทางนึงเราต้องยิงเครื่องบิน
ทางนึงเราต้องไปหย่อนระเบิด ยิ่งเลเวลเยอะเครื่องบินจะออกมาเยอะ
และโรงน้ำมันจะทนทานมากขึ้น
จิ๊กดูจะมั่นใจกับการเล่นครั้งนี้มาก เพราะใช้เวลาถึง 3 ชั่วโมงครึ่งในการดู
โดยมีพวกเรานั่งลุ้นกันตัวโก่ง และเงียบปากทุกคนตามคำสั่งจิ๊กเพื่อใช้สมาธิ
3 นาทีผ่านไป จิ๊กนั่งน้ำตาซึมอยู่ข้างเพื่อนคนอื่นๆ เอาแต่สบถสาปแช่งฟ้าสวรรค์
ที่ทำให้มือจิ๊กไม่นิ่งพอที่จะทำให้เล่นได้นานสมใจหวัง
“ปุ่มมันไม่ดี แล้วมุงก็เอาเข่ามากระแทกหลัง gu อยู่ได้” จิ๊กยังคงพร่ำบ่น
(รู้แล้วสินะเรื่องการโบ้ยไม่ได้เพิ่งมีในสมัยนี้)
ผมหรือผู้ที่เพื่อนตั้งฉายาให้ว่า บังกะโล่แมน มักจะเป็นคนที่เล่นคนสุดท้ายเสมอ
หลังจากที่ดูเพื่อนล้มตายไปต่อหน้าต่อตาจนหมด ซึ่งเพื่อนๆ ก็จะเต็มใจ
เพราะผมเป็นคนที่เล่นนานที่สุดในกลุ่ม เหมือนกับพระเจ้าส่งให้ผมมาเกิดพร้อมกับพรสวรรค์ของการเล่นเกมกด
และแน่นอน ผมเทพเกมคาวบอยที่สุดในหมู่บ้าน
ผมเล่นเกมเดียวไม่เล่นเกมอื่นเลย เงินเกือบร้อยที่เสียไปตั้งแต่ต้น
ได้สร้างอัจริยะบุรุษเกมคาวบอยขึ้นมาในโลกหนึ่งคน
ซึ่งนั้นก็คือผม บังกะโล่แมนนั่นเอง
เพล้งๆ ปังๆๆ เสียงคะแนนโบนัสดังกึกก้องเป็นระยะ พร้อมเสียงโม้อวดอ้างสรรพคุณไปด้วย
จนไปสร้างความหมั่นไส้ให้คนๆ นึ่ง ที่เรียกตัวเองว่า แมว มือทอยตุ๊กตุ่น ต้องลุกขึ้นมากลางกลุ่มพวกผม
แล้วบอกเสียงดัง “เล่นกินตังกะ gu ป่ะ?”
สมัยนั้นการกินตังก็คือการพนันที่เราใช้เป็นการชิงฝีมือมาแล้วกับกีฬาบ้านนอกทุกชนิด
อาทิ ดีดลูกแก้ว ทอยตุ๊กตุ่น โยนเหรียญบาท
แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่เราจะกินตังกันด้วยเกมกด
ที่เป็นเทคโนโลยีล่าสุดในตอนนั้น
แมวเป็นเด็กโต อายุเยอะกว่าพวกผมประมาณ 2-3 ปี
มีก๊วนในกลุ่มอยู่แค่ 4 คนซึ่งน้อยกว่าพวกผม
แต่สามารถเตะพวกเรากระเด็นให้ล้มกลิ้งได้ไม่ยาก
แต่ด้วยความเก๋าบวกความระห่ำ
ทำให้เรารับคำท้าของแมวทันที
พวกเรารวมตังกันที่มีอยู่ได้มา 5 บาท บวกกับหน้ากาก ลูกข่าง ของเล่นที่ติดตัวมาวางไว้
พนันขันต่อกับพวกของเจ้าแมวทันที โดยการตัดสินเราจะแข่งกันทำคะแนนสูงสุดของเกมใดเกมนึงในร้าน
ด้วยวิธีจับสลาก ผู้แข่งขันคือผมกับแมวเท่านั้น โดยผมได้แบกภาระและความหวังของเพื่อนๆ ไว้ทั้งหมด
หากแพ้นั่นหมายถึงค่าขนมที่เหลือกันคนละบาทสองบาทก็จะอดกินกันไปทั้งวันและของเล่นของหวงทันที
และแล้วเกมกดไทยแลนด์แชมป์เปี้ยนชิพ ที่เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทยก็เกิดขึ้น
เจ้าไก่เด็กในแก็งซ์ผมอาสาเขียนกระดาษชื่อเกมทั้งสิบเกม เพื่อทำสลาก
โดยให้เด็กในร้านคนอื่นที่ไม่เกี่ยวเป็นคนจับขึ้นมา
พวกเราลุ้นกันแทบนั่งไม่ติด เมื่อเราคลี่กระดาษออกมา
ทีมผมก็ร้องไชโยขึ้นมาทันที
มันคือเกม “คาวบอย”
สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง!! ผมอธิษฐานไว้ในใจตั้งแต่ก่อนจับสลากว่าขอให้ได้เกมนี้ขึ้นมาเถอะ
แล้วผมจะงดยิงกิ่งก่า 1 วันเป็นการถวาย
แล้วก็ได้ผลตามนั้น
แมวหน้าซีดที่ต้องดวลทำคะแนนกับผมเกมนี้
เพราะไม่ต้องแข่งก็รู้ได้เลยว่าใครจะชนะ
ผมออกตัวเล่นก่อนเพื่ออย่างน้อยจะได้เป็นการข่มขวัญมัน
ผมจบสกอร์ไปด้วยด้วยคะแนนหลักพันซึ่งนั้นสูงพอประมาณที่ผมเคยทำได้
ซึ่งคราวนี้เจ้าแมวดูเงียบลงไปถนัด
และเมื่อถึงเวลาที่มันเล่นก็ติดๆ ขัดๆ สบถคำตลอดเวลา
ซึ่งช๊อตเด็ดมันพยายามโกงโดยการพยายามทำมือเป็นตระคริวร้องโอดโอย เพื่อขอรีแมทซ์
แต่นั่นไม่ได้ผล จบสกอร์ไปด้วยคะแนนหลักร้อย
เราโกยตังกับของเล่นที่ได้จากกลุ่มเจ้าแมวมาอย่างคึกคะนอง
มีเสียงโห่ร้องจากพวกเราตลอดเวลา เวลานี้เราไม่สนใจอะไรอีกแล้ว
นอกจากกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกไปใส่รองเท้าเพื่อเอาเงินและของเล่นไปเสวยสุข
และในระหว่างที่เรากำลังใส่รองเท้าเดินออกจากร้านนั้น เสียงเจ้าไม้เพื่อนเจ้าแมวก็ร้องดังจากในร้านขึ้นมา
“อั้ยซ้าดดดดดดดด สลากมันเขียนคาวบอยหมดเลย!!!!!”
P.S. ตอนมันตะโกนพวกผมโกยตีนหมาไปเกือบครึ่งกิโลแล้ว
ก๊ากกกกกก
ก๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกเพิ่งได้เข้ามาอ่าน วีรกรรมพี่โผ้ม สุดยอดดดดดดดดดด +1000ไปเลยพี่โอ๋!
บ๊ะ เกมคาวบอยตอนนั้นผมได้ของโละมาจากบ้านญาติ แต่พังแล้ว เวลาเล่นต้องลากสายอะไรออกมาไม่รู้2สาย แล้วเอาสองสายนั้นจุ่มน้ำ ไอ้สัด เล่นทีต้องนิ่ง ไม่ให้สองสายนั้นหลุดจากน้ำ ไม่งั้นดับ -..-